รู้จักเว็บ Kahoot

เกมคำถามความรู้เกี่ยวกับการประกันภัย บนเว็บ Kahoot

Kahoot! เป็นเครื่องมือที่ใช้กับผู้เรียนผ่านคอมพิวเตอร์ หรือ Smart Phone โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนอัจฉริยะ และการเรียนการสอนในศตวรรษที่21 คือการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะด้านการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และมีทักษะการเรียนรู้ โดยข้อจำกัดของโปรแกรม Kahoot คือต้องมีสัญญาณ Internet

ขั้นตอนที่ 1 ผู้เรียนเข้าเว็บไซต์ Kahoot.it (ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์ มือถือสมาร์ทโฟน ( Smart Phone ) , แท็บเล็ต หรือ PC)

ผู้เรียนก็จะพบกับหน้าจอนี้

kahoot

ใส่รหัสพินที่ได้รับ (Game PIN) จะเป็นตัวเลข 6 หลัก จากนั้นกด Enter

kahootnickname

ใส่ชื่อเล่น Nickname

รอฟังคำสั่ง เล่นพร้อมกัน

สรุปคะแนนแต่ละข้อ จนถึงข้อสุดท้าย ผู้ที่ตอบได้เร็ว และถูกต้องจะได้คะแนนสูงสุด

หมายเหตุ เว็บ Kahoot สำหรับผู้สร้างเกม ไปที่เว็บ getkahoot.com สามารถสร้างเกมตอบคำถาม (quiz) หรือ Discussion และ Survey ก็ได้ด้วยนะเออ🙂k1

 

เว็บยูทูปสอนสร้างแบบทดสอบบนเว็บ Kahoot

 

เที่ยวญี่ปุ่น Japan Trip

ประสบการณ์ต่างแดน 2

พยายามเรียบเรียง เนื่องจากกลับมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่ได้เขียนรีวิว นี่เป็นครั้งที่ 2 สำหรับการท่องเทียวต่างแดน ครั้งแรกไปเกาะฮ่องกง ครั้งนี้ไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันมานานหลายปี อยากไปมาก วางแผนมาเป็นปีๆ ศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ บล็อกเกอร์ ยูทูป กูเกิ้ล พันธุ์ทิพย์ เนื่องจากครั้งนี้ต้องเดินทางด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปกับทัวร์ (ครั้งแรกไปกับทัวร์ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพราะมีไกด์นำทาง เตรียมเงินไปอย่างเดียว) แต่ข้อเสียในครั้งแรกคือ การที่เราไม่ได้เตรียมตัวนี่แหล่ะ พอเป็นวันอิสระ 1 วันเลยไม่รู้จะไปไหน จะขึ้นรถไฟฟ้าก็กลัวหลง เลยได้แต่นอนกะเดินเล่นแถวๆ โรงแรมที่พัก ครั้งนี้เราเลยวางแผนอย่างดี ศึกษาข้อมูลที่แต่ละที่ที่เราจะไป และที่สำคัญครั้งนี้ต้องทำหน้าที่ไกด์ให้กับสมาชิกทุกคน รวม 7 ชีวิต ผู้ใหญ่ 6 เด็ก 1 (เป็นผู้หญิง4 ผู้ชาย 3) เริ่มจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดเท่าที่จะจองได้ ล่วงหน้าเกือบปี พร้อมจองโรงแรม จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรม 5 คืนแรกแล้ว ที่เหลือค่อยกลับมาเคลียร์เอาบัตรเครดิตไปรูดจ่ายค่าโรงแรมที่เหลือกับช็อปปิ้ง พร้อมรีวิวโรงแรมที่เลือกแบบละเอียดที่สุด จะได้ไปถูก กลัวหลงมาก เพราะต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา

13000165_1129433193743586_304936904184910389_n

เดอะแกงค์พร้อมเดินทาง

12994470_1267175853311439_598178094213671356_n13043411_942598429187553_1085791787717870300_n

นับถอยหลังด้วยความตื่นเต้น จนถึงวันที่เราจะต้องเหินฟ้าจริงๆ สักที จากสนามบินดอนเมือง สู่สนามบินคันไซ เมืองโอซะกะ ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 17 เมษายน 2559 เวลา 14.15 น. จองเวลาช้าไปนิด เพราะกลัวตื่นไปสนามบินไม่ทัน แต่ทุกคนตื่นเต้นไปถึงแต่เช้า กลุ่มแรกไปถึงตั้งแต่ 10 โมง ส่วนเราไปถึงตอน 11 โมงกว่า เนื่องจากทราบมาว่าบินนอกประเทศต้องเผื่อเวลาสำหรับเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่าน ต.ม. สัก 3 ชั่วโมง (แต่เราเช็คอินกับเว็บมาล่วงหน้าแล้ว)  เมื่อถึงจุดนัดพบ จัดการกับสัมภาระโหลดขึ้นเครื่อง เตรียมเสบียง ก็เดินไปที่เกท เพื่อรอขึ้นเครื่อง

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. ตรวจสอบเอกสารพาสปอต
  2. ใบจองโรงแรม ปริ้นชื่อและภาพสถานที่ต่าง ๆ ที่จะไป เผื่อไว้ถามทาง
  3. ปลั๊กไฟ
  4. แบตสำรอง (32000 mAh) ไม่เกิน 2 ก้อน
  5. จองพ็อคเก็ตไวไฟ สะดวกสำหรับค้นหาข้อมูลจากเว็บ Hyperdia
  6. เสื้อผ้าตามฤดูกาล สภาพอากาศ (ตรวจสอบบ่อยๆ)
  7. ยาแก้เมื่อย (ไม่ได้ใช้เลย เพราะไม่เมื่อยเท่าไร มีเวลาพักผ่อนนาน)
  8. แลกเงินเยน

แผนการท่องเที่ยว

  1. แถบคันไซ โอซะกะ, เกียวโต, นะระ (จริงๆ มีโกเบ แต่ตัดออก เพื่อช็อปในโอซะกะแทน) 5 วัน 5 คืน ไม่นับวันเดินทางไปถึง
  2. โตเกียว 2 วัน
  3. ฟูจิ 2 วัน
  4. โตเกียวอีก 1 วัน (นั่งเครื่องจากนาริตะ กลับดอนเมือง)

แผนเราปรับเปลี่ยนไปมาตามความเหมาะสม ตอนแลกแพลนคร่าวๆ แล้วมาปรับเมืองเล็กๆ ตามสภาพอากาศ เพื่อสะดวกกับการเดินทาง อย่างเมืองเกียวโต นะระ เลือกไปวันไม่มีฝน แต่กลับมาพักที่โรงแรมเดิม

จองโรงแรมที่ฟูจิ เช็คสภาพอากาศจนค่อนข้างนิ่งแล้ว ถึงเลือกไปวันนั้น และจองเผื่อวันอื่นๆ ของอีกโรงแรมพอได้วันแน่นอนค่อยยกเลิกโรงแรมตามแผนอีกทีก่อนกำหนดที่จะโดนหักเงิน และกลับมาช็อปที่โตเกียวอีกวัน

13010636_942598259187570_3885464274714248469_n

กะลังผ่าน ต.ม. ขาออก หรือขาเข้า

วันแรก

ถึงญี่ปุ่นประมาณ 3 ทุ่มกว่า ก่อนกำหนดนิดหน่อย แต่กว่าจะผ่าน ต.ม. เอากระเป๋า เข้าห้องน้ำ เสร็จก็เกือบเที่ยงคืน ที่จำหน่ายตั๋วต่าง ๆ ที่วางแผนไว้ว่าจะซื้อก็ปิดหมด พลาดไป 1 คราวหน้าคงวางแผนบินให้เช้ากว่านี้

ออกมาก็งงนิดๆ หัดซ้ายหันขวา จะไปทางไหนดี อ่านรีวิวมาแล้วก็ยังงงๆ ลังเล ระหว่างรถบัส กับรถไฟว่าจะนั่งรถอะไรเข้าเมืองเพื่อไปโรงแรมดี ถามเจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปรถไฟ เหลือเวลาอีกประมาณ 10 นาที วิ่งสิ วิ่งกันหูตั้งเลยทีเดียว

ตั๋วรถไฟก็ยังกดไม่เป็น มีเจ้าหน้าที่มาบริการกดให้ก่อนแบบงงๆ แล้ววิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าขบวนสุเดท้าย ทันพอดี หอบกันเลยทีเดียว

โรงแรม Hotel consort ชื่อสถานนีที่ลงยาวมาก Nishimakajima minamikata เป็นโรงแรมที่จองไว้พร้อมกับตั๋วเครื่องบินตกคืนละ ไม่ถึง 2 พัน ประมาณ 1900 เศษ เห็นว่าราคาถูกมาก จองไว้ 5 คืน 17-22 เมษายน 2559 ยื่นเอกสารจองหน้าเคาท์เตอร์ รับกุญแจมา 3 ห้อง (เด็กฟรีไป สบายเลย เพราะเค้าไม่คิดเพิ่ม) ห้องมาตรฐานญี่ปุ่น แค่พอนอน วางของได้นิดหน่อย ของใช้ในห้องน้ำ ชุดคลุมพร้อม แวะร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามโรงแรม แล้วเข้าที่พัก เกือบตีสอง เหนื่อยมาก นอนพักผ่อน ก่อนเที่ยวต่อในตอนเช้า (นัดกันทางไลน์กับกรุ๊ปอีกที) เหตุผลที่เราจองโรงแรมคืนแรก หลังจากศึกษาแล้ว บางคนจะนอนที่สนามบินเพราะถึงดึก แล้วนั่งรถไฟตอนเช้า แต่เราอยากพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อพร้อมสำหรับเที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้ หากนอนสนามบิน คงพักผ่อนไม่เต็มที่แน่ๆ ยอมเสียเวลาเช็คอินแต่ได้เข้าพักเลยดีกว่า เพราะกว่าจะเช็คอินได้โรงแรมที่ญี่ปุ่น คือ 15.00 น. อยากนอนมากกว่านั่นเอง555+

รีวิวโรงแรมประกอบจากเว็บพันธุ์ทิพย์

http://pantip.com/topic/31451624

วันที่ 2 ปราสาทโอซะกะ, Namba, Dontonburi, shinsaibashi

ตื่นมาหาอะไรง่ายๆ กินแถวโรงแรมนี่แหล่ะ มีซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ไกลนัก ถือว่าเดินเล่นไปเรื่อย ๆ พร้อมกันอีกทีเกือบเที่ยงละมั้ง วันแรกเราแพลนว่าจะไปปราสาทโอซะกะ (Osaka castle) และไปช็อปปิ้งย่าน Namba, Dontonburi, shinsaibashi แลนด์มาร์คก็ว่าได้

ปราสาทโอซะกะ

ไม่ได้ขึ้นชมปราสาท ไว้คราวหน้าละกันนะ

ช็อปปิ้งถึง 2 ทุ่ม เมื่อยมาก หาไรกิน ร้าน yoshinoya มีสาขาในไทยด้วย เคยไปทาน มาลองที่ต้นตำหรับบ้าง เหมือนกันเป๊ะ

13083299_1280339898661701_6838081955695031589_n

มื้อเย็น

วันที่ 3 เกียวโต (Kyoto)

จากการตรวจสอบสภาพอากาศ วันสองวันนี้อากาศดีไม่มีฝน เราเลยเลือกเดินทางไปเมืองใกล้ ๆ นั่นคือ เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น สถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นมรดกโลก ทำให้เราแพลนไปเที่ยวเมืองนี้ ออกเดินทาง 9 โมงเช้า หาอะไรลองท้องให้เรียบร้อย นั่งรถไฟไปลงที่

-ศาลเจ้าจิ้งจอก ที่มีเสาโทริอิ เยอะๆ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Taisha)

เป็นที่แรก พอถึงเดินตามทาง จะมีนักท่องเที่ยวเดินเยอะแยะ ไม่ต้องกลัวหลง มาถึงก็เกือบเที่ยงพอดี เด็กเริ่มหิวแวะหาอะไรกินกันก่อน เราสั่งข้าวหน้าปลาไหล ปลาไหลกรอบนอกนุ่มใน อร่อยมาก อยู่ปากทางเข้าศาลเจ้า จริงๆ ตั้งใจมากินร้านดังที่มีคนรีวิวไว้ แต่ร้านดันปิด แต่ร้านนี้รสชาติก็อร่อยแล้วนะ

ถ่ายภาพตัวอย่างเซ็ทอาหาร+ราคาไว้สั่ง กันสั่งผิดเมนู

13015520_944280469019349_4083450669401896216_n

ถ้าจะดื่มด่ำบรรยากาศ หรือเดินชมจนทั่วบริเวณ คงใช้เวลาทั้งวัน เราจึงเก็บเฉพาะแลนด์มาร์ค แล้วเตรียมตัวไปที่ต่อไป

-วัดทอง วัดคินคะคุจิ(Kinkakuji)

จากศาลเจ้าจิ้งจอง นั่งแท็กซี่ 2 คัน มาลงที่วัดทอง เพราะไม่อยากเดิน และต้องเก็บอีก 2 ที่ ช่วยประหยัดเวลา ตอนแรกบอกคุณลุงแท็กซี่ผิดวัด ดันไปบอกวัดน้ำใส โดนคุณลุงตีด้วยความเอ็นดูเบาๆ ขำกันใหญ่ ดีว่ารถพึ่งออกไปนิดเดียว

มาถึงวัดทอง เสียค่าเข้าชมคนละ 400 เยน วัดทองเป็นวัดเล็กๆ ใช้เวลาเดินไม่นาน เมื่อชมความงดงามรอบๆ แล้ว เราก็ย้ายไปวัดสุดท้ายของวันนี้

-วัดน้ำใส วัดคิโยะมิซุ หรือวัดน้ำใส(Kiyomizu-dera)

เรียกแท็กซี่มาที่วัดน้ำใสอีกเหมือนเดิม คุณลุงแท็กซี่อีกเช่นกัน สังเกตว่าแท็กซี่ญี่ปุ่นจะมีแต่คุณลุงขับ ประตูคนนั่งก็เปิดอัตโนมัติ ขึ้นรถก่อนค่อยบอกสถานที่ที่จะไป เราจะบอกก่อนขึ้นทุกที ติดจากเมืองไทย กลัวเค้าไม่ไป 55555  คุณลุงแท็กซี่คันนี้บอกว่าในหลวงเคยเสด็จรถแท็กซี่คันนี้ โชว์แบงค์ที่ได้รับจากในหลวงด้วย  รถคันนี้ดูหรู และใหม่ ตื่นเต้นกันใหญ่

ที่เราเลือกแท็กซี่เพื่อให้ทันเวลา เรามากันหลายคน คิดว่านั่งแท็กซี่ไม่เหนื่อย อาจจะแพงหน่อย แต่หารกันก็คนละไม่ถึงพันเยน วัดน้ำใสต้องเดินขึ้นเนิน แท็กซี่ก็ไปส่งถึงบนเนิน จุดจอดรถแท็กซี่สบายไป ค่าเข้าชม 400 เยนเหมือนที่อื่น ๆ รอบนี้เดินไม่ทั่ว เพราะบริเวณค่อนข้างกว้าง บางคนไม่อยากเดินแล้ว รอข้างนอก ถ่ายรูปแลนด์มาร์คเสร็จ ก็เตรียมเดินทางกลับ ซื้อทาโกะตรงคิวรถแท็กซี่ลองท้อง และกดน้ำอัดลมขวดเล็กกิน เป็นกิจกรรมที่ชอบมาก หยอดตู้กดน้ำอัตโนมัติเนี่ยะ

ขากลับเราเรียกรถแท็กซี่จากอีกเช่นกัน เพื่อไปลงสถานีรถไฟ เพียง 620 เยน แป๊บเดียวเอง มิเตอร์ยังไม่ทันขึ้นเลย เดินเล่นแถวสถานีรถไฟ แล้วซื้อตั๋วเพื่อกลับโรงแรมที่โอซะกะ ถึงโรงแรมแยกย้ายหาของกินตามอัธยาศัย เพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้เที่ยววันต่อไป

วันที่ 4 นะระ

วันนี้สภาพอากาสโปร่งสบาย มีแดด ไม่มีฝนเลย ตรงตามพยากรณ์เป๊ะๆ ลุยต่อสิ รออะไร วันนี้เราจะไปหาน้องกวาง ที่สวนสาธารณะนะระ และวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) แอบสำเนียงญี่ปุ่นนิดนึง ใช้สระเสียงสั้น ก่อนมาเราคุ้นเคยกับ นารา โอซาก้า แต่พอมาเราเข้าใจว่า ญี่ปุ่นจะใช้สระเสียงสั้น มากกว่าเสียงยาว จึงเรียกแต่ละเมืองแบบสำเนียงญี่ปุ่นเป๊ะๆ

เนื่องจากโรงแรมเราใกล้สถานที่รถไฟ จึงเดินทางสะดวกสบาย ซื้อตั๋วรถไฟมาลงที่นะระ เดินตามทางออกมาเจอป้ายรถเมล์ ขึ้นรถเมล์เพื่อไปลงสวนสาธารณะนะระ ประมาณ 2 ป้ายรถเมล์ เราขึ้นฝั่งที่ลงรถไฟ เลยตัดสินใจนั่งชมรอบๆ ให้ครบรอบก่อนค่อยลง ไหนๆ ก็เสียค่ารถ220 เยน ตลอดสายแล้ว พอรถวิ่งครบรอบก็ลงที่สวนสาธารณะ

ถ่ายรูปกับน้องกวางเสร็จแล้ว เที่ยงกว่าแล้ว เด็กก็เริ่มงอแง หิวข้าว ข้ามถนนแล้วเดินหน้าหาข้าวเที่ยงกันก่อน เจอร้านข้าวอบ ไม่รู้ว่าคืออะไร กินอิ่มแล้วเดินหน้าต่อ หาวัดโทไดจิ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็เจอวัดเฉยเลย เจอแบบงงๆ วัดสวยงามมาก เป็นมรดกโลกอีกที่ ที่เป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบน้องกวางตลอดเส้นทางในเมืองนะระ เลยทีเดียว

13062104_944676495646413_6077899383436412345_n

ข้าวอบ ต้องรออบให้ได้ที่กินแนมกับผัดผักอร่อยดี เต้าหู้ และบ๊วย

13062287_944679138979482_754703919037349468_n

วันที่ 5 Namba, Dontonburi, shinsaibashi 

วันนี้ตื่นเช้าไปเดินเที่ยวตลาดปลา เช้าของเราถือว่าสายละ ไปตลาดปลาก็วายแล้ว แต่เรามาเพื่อกินซูชิ มาถึงเกือบ 8 โมง รอคิว 2 คิวเกือบครึ่งชั่วโมง

กลับจากตลาดปลา นอนกลิ้งไปกลิ้งที่บนห้องพักต่ออีกหน่อย สายๆ เที่ยงๆ ค่อยออก วันนี้มีฝนปรอยนิดหน่อย เนื่องจากเราตัดโปรแกรมที่โกเบทิ้ง เพราะคิดว่าวันเดียวไม่น่าจะเก็บอะไรได้ ฝนก็ตก อากาศไม่เป็นใจ ท่าเรือที่ตั้งใจไปควรอยู่ถึงมืดถึงจะสวย ไว้มาเก็บคราวหน้า เผื่อนอนค้างสักคืนน่าจะดีกว่า

วันนี้นอนเต็มที่ออกไปช็อปปิ้งของฝากเกือบเที่ยงเลย เนื่องจากเพื่อนบอกว่าที่นี่ถูกกว่าที่โตเกียว แต่เทียบราคาแล้วก็ไม่แพงกว่ากันสักเท่าไร เช่นเหล้าบ๊วย ถูกกว่ากันไม่เกิน 100 เยน

13076542_945191665594896_4526266327479395534_n

วันที่ 6 โตเกียว

ตื่นเช้าเช็คเอาท์สัก 10 โมง เพื่อเดินทางต่อไปโตเกียว เมืองหลวง พอจะย้ายเมืองทีก็แอบตื่นเต้นที กำลังเข้าที่เข้าทางกับเมืองโอซะกะ ต้องย้าย ก็กลัวจะหลงเป็นธรรมดา ตั้งแต่มา 5 วันยังไม่หลงสักที่ เนื่องจากเราถามทางตลอด ถ้าไม่แน่ใจ ก่อนใช้ตั๋วจะถามเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง ติดต่อเจ้าหน้าที่ซื้อตั๋วแบบจองที่นั่ง เพราะเจ้าหน้าที่กดให้ราคาต่างกัน ไม่ถึงพันเยน เพื่อความสบาย กลัวจะไม่มีที่นั่ง แต่พอขึ้นรถมาก็ว่างเยอะ เนื่องจากเป็นต้นสายมีคนทยอยขึ้นตลอดสาย ไม่แน่นมาก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงโตเกียว

จากประสบการณ์ขึ้นรถไฟมา 5 วันเต็ม ทำให้เราเริ่มคล่องขึ้น ตั้งจีพีเอสเดินลากกระเป๋าไปโรงแรมที่จองผ่านเว็บ booking ไว้ 2 คืนนี้เราเลือกแถวอุเอะโนะ เพราะใกล้ที่เที่ยว เดินทางสะดวก HOTEL SARDONYX UENO โรงแรมเล็กๆ มีอาหารเช้าพร้อม แต่มีให้เลือกเป็นเซ็ท 3 เซ็ท ชุดขนมปังกะน้ำซุป แถมดริงค์คนละ 1 ดริ้งค์ใช้วันไหนก็ได้

รีวิวประกอบโรงแรม HOTEL SARDONYX UENO

http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2010/11/E9962382/E9962382.html

เรามาถึงโรงแรมก่อนเวลา ก็ทำการฝากกระเป๋าตามที่ได้ศึกษามาจากรีวิว ว่าฝากได้ แล้วไปหาของกิน ย่านที่เราพักใกล้ตึกม่วง ใกล้ตลาด  Ameyoko และ Ueno Park

วันนี้หาเนื้อย่างกิน สมใจอยากทีเดียว

เสร็จแล้วแยกย้ายเข้าที่พัก ตอนเย็นออกมาเดินเล่นตึกม่วง หรือตลาด Ameyoko กันตามอัธยาศัย

ตอนเย็นกินซูชิสายพานกัน ร้านใกล้ๆโรงแรมเยอะมากเลือกไม่ถูกเลย ไม่ได้หิวทำไมภาพเบลอ เหมือนมือสั้น

วันที่ 7 โตเกียว

วันนี้ออกเดินทางสายๆ สัก 9 โมง เดินจากโรงแรมไปสวนอุเอะโน แวะดูเบสบอลแป๊บๆ ถ่ายรูปเล่นในสวน วันนี้มีกิจกรรมแข่งเต้นของเด็กและเยาวชนญี่ปุ่น นั่งดูแป๊บๆ เตรียมมูฟ เพราะวันนี้เราจะไปหลายที่ ขึ้นสถานีรถไฟตรงอุเอะโนะ เลือกตั๋วแบบเหมาวัน 800 เยน เพราะต้องขึ้นลงหลายที่ น่าจะคุ้มกว่า เพราะไม่ได้ซื้อพาสใดๆ เพราะคิดว่าคงใช้ไม่คุ้มแน่ๆ เราเที่ยวันไม่กี่ที่ มาถึงที่แลนมาร์คที่แรกในโตเกียว

-วัดเซนโซจิ(Sensoji Temple) บางคนนิยมเรียกว่าวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดง (Asakusa Kannon Temple)

เดินเที่ยววัดเสร็จชักหิวแล้วสิ หาเนื้อปิ้งย่างกินดีกว่า เซ็ทอาหารกลางวันจะราคาถูกกว่ามื้ออื่นๆ เพราะมีโปรโมชั่นเป็นเซทคุ้มกว่า

-Ginza เดินเล่น ถนนคนเดิน ห้างเยอะมาก ไม่ได้เข้าไป

13043351_1270884812940543_2655515021507329589_n

-Shibuya

5แยกชุบูย่าอันขึ้นชื่อ มาเก็บภาพซะหน่อย มีสตาร์บัคให้นั่งมองคนเดินข้าม5แยกไปมาด้วย

13094108_1270884579607233_5227453250836674218_n

-Tokyo Skytree เห็นว่าต้องจอง คิวยาว เลยไม่ขึ้นกัน บวกกับกลัวความสูง แค่นี้พอ

13082523_1270884499607241_6645245535548074106_n

วันที่ 8 ฟูจิ

วันนี้ทานอาหารเช้า เตรียมเช็คเอาจากโรงแรม เพื่อนเดินทางไปแลนด์มาร์คสำคัญอีกที่นึง ทะเลสาบคาวาคูจิโกะ ชมภูเขาไฟฟูจิ นั่นเอง 

จากการศึกษาข้อมูล เดินทางด้วยรถบัส ราคาประหยัดกว่ารถไฟ ท่ารถโดยสาร Shinjuku Expressway Bus Terminal ขึ้นบันไดเลื่อนด้านหน้าทางออกขายบัตรโดยสาร (ทางออกทิศใต้ใหม่) เพื่อไปยังท่ารถขาออกบนชั้น 4

เว็บจองรถบัส

http://highway-buses.jp/thai/

ใช้เวลาพอกัน ประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ต้องรีบเพราะกว่าจะเช็คอินเข้าโรงแรมได้ คือบ่าย 3 โมงกว่ารถโรงแรมจะมารับ เราออกเดินทางตอนสายๆ ถึงสถานีรถบัส ได้รถเที่ยว 11 โมงกว่า (เวลาประเทศญี่ปุ่น) ถึงสถานนีรถบัสที่คาวาฯ ประมาณบ่ายโมง ให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวติดต่อโรงแรม แต่ต้องรอเวลากว่ารถโรงแรมจะมารับคือ บ่าย 3 โมง ตามเวลาเป๊ะ เราก็นั่งรอไปสิ วันนี้พยากรณ์อากาศบอกมีฝนมีเมฆ ก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาภูเขาไฟฟูจิ มีแต่หมอกหนามาก อากาศเย็นมาก 13 องศา หาที่หลบอากาศหนาว ระหว่างรอรถโรงแรมมารับ (Mizuno Hotel)

รถโรงแรมมารับเช็คอินเรียบร้อย เข้าห้องพัก แยกย้าย วันนี้จอง 2 ห้อง เพราะราคาค่อนข้างสูง บวกกับห้องพักเต็ม โรงแรมตั้งอยู่บนเขา เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิชัดเจน แม้วันนี้จะยังไม่เห็นก็ตาม ได้แต่เฝ้ารอ จากที่อ่านรีวิว ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี 4 เพื่อมาดูภูเขาไฟฟูจิ เลยทีเดียว

ออกมาอวดโฉมแล้วจ้า เวลา ตี4.30 น. ยังมีเมฆลอยนิดหน่อย

13173634_1280348835327474_4021897726068514381_n

วันที่ 9 ฟูจิ

วันนี้อากาศดี ตื่นเช้ามาเมฆหายหมดแล้ว นั่งมองฟูจิที่ระเบียงห้อง ฟินสุดๆ สวย อากาศเย็นสบาย สายๆ รองท้องด้วยมาม่าคัพที่เหลือ แล้วไปเดินเล่น เพื่อไปขึ้นกระเช้าชมความงามของภูเขาไฟฟูจิให้เต็มตา ถ่ายรูปเก็บภาพจนพอใจแล้ว ก็ลงมาเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบ13083105_947528155361247_2448448592363509616_n

13100786_947528045361258_7278096250159467525_n

เที่ยงแล้วหิว หาอาหารรับประทาน บางร้านมีเมนูภาษาไทยด้วย เดินเจอคนไทยเยอะแยะเลย เหมือนอยู่ประเทศไทย

ข้าวหน้าเทมปุระ

13055482_947481898699206_6712721469705417272_n

เดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบคาวากูชิโกะ ภาพภูเขาไฟตอนสะท้อนน้ำ ก็สวยมากๆ

วันที่ 10 โตเกียว

เช็คเอาท์จากโรงแรม ให้รถโรงแรมมาส่งที่สถานีรถบัส ซื้อตั๋วรถบัสเพื่อกลับโตเกียว ถึงโตเกียวยังไม่ได้เวลาเช็คอิน เดินหาโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปฝากแล้วหาของกิน โรงแรมสุดท้าย Hotel Mystays Ueno Inaricho รู้สึกเดินไกลมาก 15 นาที จากสถานีรถไฟ พอถึงโรงแรมพอดีห้องพักว่าง เลยได้เช็คอินเข้าที่พักก่อนเลย แล้วกลับไปหาอะไรอร่อยๆ ทาน แถวอุเอะโนะ ตอนเย็น

รีวิวโรงแรม Hotel Mystays Ueno Inaricho

http://pantip.com/topic/33285251

วันที่ 11 เดินทางกลับ

เช็คเอาท์จากโรงแรมตามเวลา เพราะไม่ได้รีบ เนื่องจากไฟท์กลับ 2 ทุ่มเศษ มีเวลาโอ้เอ้อีกนิดหน่อย ละลายเงินเยน นั่งรถไฟจากอุเอะโนะ ไปสนามบินนาริตะ ตอนแรกซื้อตั๋วผิด ไปสนามบินไม่ได้ ติดต่อเจ้าหน้าที่อีกทีเพื่อความแน่ใจ เพราะไม่รู้จะเดินไปทางไหน หลังสอดตั๋วไปแล้ว เจ้าหน้าที่แนะนำ และคืนเงินให้ว่าเราต้องไปอีกสถานีนึง คือ keisei station

 

กดตั๋วผิด เอามาแชะถ่ายรูป อ้าวผิด ซื้อใหม่555+13087508_948736895240373_5793208781083592264_n

 

 

 

13102874_948736881907041_7955235939485401434_n

ได้ขึ้นรถไฟไปนาริตะแล้ว เหมาขบวน จริงๆ เพราะเป็นต้นสายยังไม่มีใครขึ้น เราเลยเก็บภาพกันก่อน

จบทริปญี่ปุ่นแบบด่วนๆ งงๆ ไม่ลงรายละเอียดมาก ก็ลืมๆ เลือนๆ ไว้ค่อยมารีวิว เกี่ยวกับการขึ้นรถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นแยกอีกรีวิวจะดีกว่า

Weblog คืออะไร

ความหมายของ Weblog

บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเวปไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า “บล็อก” ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก

Blog คืออะไร

Blog เป็นเว็บไซต์ที่สามารถเป็นได้หลากหลายอย่างแล้วแต่เจ้าของอยากให้เป็น ตั้งแต่ไดอารีส่วนตัว สถานที่สำหรับใช้ในการทำงานร่วมกัน (collaborative work space) หรือสภากาแฟสำหรับคุยเรื่องการเมือง แหล่งรวมข่าวสารความเป็นไป แหล่งรวมลิงค์ ไปจนถึงสมุดบันทึกความเป็นไปของโลกใบนี้ สรุปก็คือ “Blog” เป็นที่ซึงเราเอาไว้เขียนเรื่องราวที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยเรื่องที่เขียนเข้าไปใหม่ จะอยู่ส่วนบนสุด ซึ่งทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม สามารถอ่านเรื่องราวใหม่ๆได้ และยังสามารถที่จะเสนอแนะหรือติชมได้ ในกรณีที่เจ้าของ Blog นั้นๆ อนุญาติ

ที่จริงแล้ว Blog ได้ถือกำเนิดขึ้นมากว่า 5 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง และได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการใช้เว็บไซต์ ตลอดจนมีการประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้คนนับล้านๆทั่วโลกได้มีโอกาสสื่อสาร และติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี Group Blogs ที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ blog ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันสำหรับกลุ่มคน อย่างเช่น ทีมงาน สมาชิกครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนต่างๆ โดยที่ Group Blogs นี้จะเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนข่าวสาร Links และไอเดียต่างๆ

ผู้ที่ใช้งาน Blog หรือเจ้าของ Blog เราจะเรียกว่า “Blogger” สามารถเข้าไปอัพเดต blog ของตนเอง ณ ที่ใดก็ได้ที่สามารถเข้าถึง Intenet ได้ โดยไม่แน่ว่าในอนาคต ThaiBlogOnline อาจจะให้เจ้าของ blog สามารถอัพเดต blog ของตนเองผ่านทาง SMS มือถือก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังสามารถโพสรูปภาพ เสียง และวีดีโอไปยัง blog ได้อีกด้วย

Weblog ทำอะไรได้บ้าง

อนุญาติให้ผู้ใช้งานหรือ blogger สามารถโพสรูปภาพ ในรูปแบบ jpeg, gif และ png ได้ สามารถโพสไฟล์ Macromedia Flash (.swf) ได้ และไฟล์มัลติมีเดีย mpeg, mpg, avi, mp3, wma ได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานสามารถสร้างเนื้อหาของต้นเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้คำสั่ง HTML หรือ Javascipt แต่อย่างใด เพราะทูลที่เรานำมาให้ใช้งานนั้น เป็นทูลแบบ WYSIWYG (what you see is what you get) อย่างเช่น ปรับขนาดตัวหนังสือ เปลี่ยนสี ขึ้นย่อหน้า ใส่รูป ด้วยการคลิ้กเมาส์ไปที่ทูลบาร์ต่างๆ เสมือนกับการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Microsoft Word เป็นต้น

ประโยชน์ของ Weblog

Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัว แตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญา จงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้

          1.เปิดตัวเองให้โลกรู้ เรื่องของ blog มักเป็นเรื่องราวของเจ้าของ blog เป็นการเล่าประสบการณ์หรือความคิดของเจ้าของ เป็นการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเจ้าของ blog เป็นการระบายความเคลียดอีกทางหนึ่ง

          2.ทันข่าวทันเหตุการณ์ ประสบการณ์บางคนก็เป็นข่าวเห็นอีกหลายคนได้ ข่าวจาก blog หลายแห่งเป็นข่าววงใน บางคนเล่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เจอมา หลาย blog พูดถึงแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ

          3. กลั่นกรองข้อมูล blog บาง blog จะมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำลง blog ทำให้ผู้อ่าน blog ไม่ต้องเสียเวลาในการกลั่นกรองข้อมูล เพราะมีการนำเสนอข้อมูลหรือมีไกด์ในการท่องเว็บ

          4. รายงานการท่องเว็บ เป็นวัตถุประสงค์หลักที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ blog หลาย blog มีการลิงก์ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ซึ่งเป็นการแนะนำว่าเว็บไหนดีก็ไปที่เว็บนั้น

          5. การแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความในใจของเรื่องต่างๆ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือการบ่นที่ทุกคนมีอยู่ในใจ การทำ blog เป็นช่องทางถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นรับรู้

          6. ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือไดอะรี่ออนไลน์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว เช่น www.terrystrek.com

          7. โน้มน้าวใจผู้อ่าน ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กรณีแบบนี้เป็นการขายความคิด อย่าง blog สำหรับคอการเมืองอาจจะมีฝ่ายซ้าย – ฝ่ายขวา,สายเหยี่ยว ­- สายพิราบ จะพบว่าเนื้อหาจะเป็นการโพสต์โจมตีฝ่ายตรงข้าม แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของตนเอง

ผู้คิดค้น Weblog

บางคนอาจรู้แล้วแต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่า Web blog นั้นมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ผมมีเรื่องราวของ web blog มาเล่าให้ฟัง… Web blog หรือ Blog เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เริ่มมีการใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ(www) เมื่อปี 1992 เจ้าหน้าที่ของ CERN (สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ภาคพื้นยุโรป) ได้คิดค้นและสร้างเว็บมาเพื่อแจ้งข่าวสารใหม่ๆในวงการเว็บ รวมถึงข่าวสารเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นใหม่ โดย ลิงค์ ไปยังเว็บอื่นพร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าเว็บนั้นว่าเกี่ยวกับอะไร และมีอะไรน่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็นเว็บแบบ What ‘s New

หลังจากนั้นใน ปี 1997 Mr.Jorn Barger ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ robotwisdow.com ซึ่งเป็น Blog รุ่นแรกๆ ก็ได้คิดค้นคำว่า web blog ขึ้น จากนั้นก็เริ่มมี weblog ก็เกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี 1999 โดย mr.Peter Merhole เจ้าของเว็บ peterme.com ได้ประกาศว่าจะอ่าน Weblog ว่า “วี-บล็อก” หรือเรียกสั้นๆ ว่า Blog  นับตั้งแต่นั้นมา blog ก็เป็นที่นิยมกันมาขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีเดียวกันนี้ เริ่มมีเว็บไซต์ที่ให้บริการช่วยสร้าง blog ให้กับผู้ใช้แบบฟรี นั่นคือ Blogger.com กับ Pitas.com  นับเป็น blog site รุ่นแรกๆ ที่ให้บริการสร้าง blog ของตนเองแก่ผู้ใช้ โดยการสมัครเป็นสมาชิกพร้อมกับให้ใช้เครื่องมือในการสร้าง blog ของตนเองผ่านทางเว็บเบราวเซอร์ เช่น IE , Firefox เป็นต้น ทำให้มีผู้ใช้สร้าง blog ของตนเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นหลายหมื่นหลายแสน blog

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีโปรแกรมประเภท ช่วยสร้าง blog (Blogware) ฟรีประเภท Opensource เช่น Be2evolution, WordPress (ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก) เป็นต้น จนกลายเป็นข่าวดังตั้งแต่ปี 2002 มีข่าวเกี่ยวกับ blog ลงในเว็บไซต์ของ CNN, BBC ยิ่งทำให้มีคนนิยมสร้าง blog กันมากขึ้น แม้แต่บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟต์ เองก็ได้เปิดให้บริการ blog ฟรี ให้กับผู้ใช้ ผ่านทางเว็บไซต์ http://home.services.spaces.live.com/

สำหรับ ในเมืองไทยเราหลายวงการก็ได้นำเอา blog เป็นเครื่องมือช่วยในการประกอบธุรกิจ การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปลี่ยนความรู้ออนไลน์ การใช้เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร อาทิ http://Bloggang.comhttp://oknation.com และ http://gotoknow.org http://blogger.com/ https://wordpress.com/

(แห่งนี้) ก็เป็นตัวอย่างของการนำ blog มาใช้ทั้งสิ้น จะใช้ blog จากที่ไหนอย่างไรก็ตาม และจะใช้เพื่อประโยชน์อะไรนั้นสำคัญอยู่ที่ ต้องมีใจแบ่งปันความรู้ของผู้ใช้งานแต่ละคนเป็นสำคัญ

ที่มาจาก

https://www.l3nr.org/posts/509551 [เข้าถึง9 ก.พ. 59]

บทความ

จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยบูรณาการกับหน่วยการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติการพัฒนาเว็บบล็อก พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถพัฒนาเว็บบล็อกได้ สามารถจำแนกปัญหาอื่นๆ ได้ ดังนี้

  1. จากระบบเครือข่าย หากไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างบล็อก จากระบบของเว็บไซต์ http://www.blogger.com เนื่องจากจำกัดจำนวนในการสร้างแต่ละชั่วโมง แต่ละวันเนื่องจากใช้ไอพีเดียวกันจากโรงเรียนในการสร้าง ไม่สามารถสร้างได้พร้อมๆกันหลายๆคน ต้องทยอยสร้าง จนครบ หรือใช้เวลานอกในการสร้าง
  2. จากการเขียนบทความ หรือเรียกว่าโพสต์ นักเรียนขาดทักษะการเขียนบทความสั้น ส่วนใหญ่นักเรียนจะคัดลอก โดยไม่สรุปเนื้อหา หรือเขียนสั้นเกินไป ไม่เป็นบทความ

วันนี้จึงอยากแนะนำเทคนิควิธีการเขียนบทความสั้น ๆ ดังนี้

ลักษณะเฉพาะของบทความ

1.ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่คนกำลังอยากรู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่เข้ายุคเข้าสมัย

2. ต้องมีแก่นสาร มีสาระอ่านแล้วได้ความรู้หรือความคิดเพิ่มเติมมิใช่เรื่องเลื่อนลอยไร้สาระ

3. ต้องมีข้อทรรศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกอยู่ด้วย

4. มีวิธีเชิญชวนให้อ่าน อ่านแล้วท้าทายความคิด และสนุกเพลิดเพลินจากความคิดในเชิงถกเถียงโต้แย้งนั้น

5. เนื้อหาสาระ และสำนวนภาษาเหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะ   ผู้อ่านที่มีการศึกษาน้อย นิยมอ่านข่าวสดมากกว่าบทความ

ประเภทของบทความ

เมื่อแบ่งตามเนื้อหาของบทความ   จะแบ่งได้เป็น 11 ประเภท ได้แก่

  1. บทบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  2. บทความสัมภาษณ์  เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน
  3. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนเสนอความคิดเห็นสนับสนุน หรือคัดค้าน หรือทั้งสนับสนุนและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคนอื่นๆ เป็นต้น
  4. บทความวิเคราะห์เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง   ผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น ผู้เขียนเสนอความคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ปัญหา
  5. บทความวิจารณ์เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ   เช่น “บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล  เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บทวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ”  ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์วรรณกรรมแต่นำผลงานที่เป็นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน ดนตรี มาวิจารณ์
  6. บทความสารคดีท่องเที่ยวมีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่นั้นๆ
  7. บทความกึ่งชีวประวัติ  เป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ     หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อชื่นชม ยกย่อง เจ้าของประวัติ และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิด    เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
  8. บทความครบรอบปี  มีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น วันสำคัญทางศาสนา ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม  เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น  วันวิสาขบูชา เป็นต้น
  9. บทความให้ความรู้ทั่วไป  ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและบุคลิกภาพ เคล็ดลับการครองชีวิตคู่ เป็นต้น
  10. บทความเชิงธรรมะจะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวพุทธปรัชญา ปัจจุบันบทความลักษณะนี้มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการดำเนินชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น
  11. บทความวิชาการมีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ      ผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระ  ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ หรืออาจเสนอผลการวิจัย

ลักษณะของบทความที่ดี

บทความที่ดี ควรมีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ
  2. มีการเน้นข้อความสำคัญ กล่าวคือ     ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ
  3. มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น
  4. มีความกระจ่างกล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน  ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน นั่นเอง

ที่มาจาก

http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=217

https://www.gotoknow.org/posts/313793

แบบทดสอบความพร้อมทางอาชีพ

  1. http://www.trueplookpanya.com/true/quiz_holland_readiness.php

2. http://www.trueplookpanya.com/true/quiz_holland_orientation.php

แบบทดสอบความพร้อมทางอาชีพ

ให้นักเรียนทุกคน ตอบแบบสอบถามความพร้อมทางอาชีพ และปริ้นใส่พอร์ตฯค่ะ🙂

มี 2 ชุดนะคะ แบบทดสอบความสนใจ และแบบทดสอบความถนัดทางอาชีพ

ตัวอย่างแบบสอบถามค่ะุ

quiz

ตัวอย่างผลค่ะ

S__30367757

โครงงานคอมพิวเตอร์ ง33202

คำอธิบายรายวิชา

วิเคราะห์  เนื้อหางาน  ลำดับรูปแบบงาน  การประยุกต์วิชาการคอมพิวเตอร์และวิชาต่าง ๆ ที่เรียนมา  จัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ปฏิบัติการบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจในเรื่อง  ความหมาย  หลักการ  วิธีการ ขั้นตอนการทำงานใน  โครงงานคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก   จนเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการทำงาน  มีทักษะและกระบวนการทำงาน  การจัดการ เกี่ยวกับการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ด้วยวิธีการทีหลากหลาย  นอกจากนี้ยังมุ่งปลูกฝังนิสัยการพึ่งตนเองและมีวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ได้คุ้มค่าและถูกวิธี  และสามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้

เพื่อให้เข้าใจ เห็นคุณค่าและใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล  การเรียนรู้  การสื่อสาร  การแก้ปัญหา  การสื่อสาร การทำงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล และมีคุณธรรม

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

  1. อธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำโครงงานขนาดเล็กได้
  2. อธิบายหลักการเบื้องต้นของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้
  3. เข้าใจและทำการสำรวจ วิเคราะห์ ความสามารถ ความถนัด และความพร้อมของตนเอง ตัดสินใจเลือกอาชีพ
  4. ปฏิบัติการโครงงานได้
  5. สามารถพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้
  6. จัดจัดนิทรรศการเพื่อแสดงผลงาน
  7. สามารถเขียนโครงงานได้